ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ธันวาคม 16th, 2010

ที่มาของกลุ่ม

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนั้น เริ่มเกิดจากการที่ชาวบ้านในชุมชนนั้นประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ รวมถึงการปลูกผักไว้รับประทานเองในครัวเรือน และไว้ขายมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน และเมื่อได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานเกษตรอำเภอรัตภูมิเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ผักในปี พ.ศ. 2544 จึงทำให้ชาวบ้านในชุมชนนั้นสามารถขยายพันธุ์ผักไว้รับประทานเองในชุมชน มีผักสวนครัวหลายชนิด มีการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาอย่างครบวงจร และสามารถส่งขายในตลาดนัดในชุมชนได้ จนทำให้เกิดการสร้างงานการสร้างรายได้ ทั้งยังทำให้ชุมชนนั้นประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารมาบริโภค หลังจากนั้นจึงได้เกิดการรวมตัวของชาวบ้านในชุมชนที่ปลูกผักไว้รับประทานเอง ก่อตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

จุดประสงค์ของการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

  1. เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
  2. เพื่อลดค่าใช้จ่ายในหมู่บ้าน
  3. เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน
  4. เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในหมู่บ้าน
  5. เพื่อให้คนในหมู่บ้านรู้รักสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวกัน

โครงสร้างในการทำงาน เมื่อสมัยปี พ.ศ.2544 นั้นเกิดการรวมกลุ่มก่อตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถขยายผล และความรู้การปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานกันได้ เกือบทุกครัวเรือน จึงทำให้โครงสร้างของการทำงานนั้นมีการปรับเปลี่ยนซึ่งจากเดิมนั้นมีเพียงไม่กี่คนเท่าทันที่รวมกลุ่มกัน แต่ในปัจจุบันนั้นทุกครัวเรือนสามารถปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองได้ จึงได้แยกย้ายกันออกไปทำเป็นการส่วนตัว ภายหลังคณะกรรมการสภา 49 ก็ได้ทำการคัดเลือกให้ บ้านแม่เตี้ยง สุขขวัญ เป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากบ้านแม่เตี้ยง สุขขวัญนั้น มีการปลูกผักไว้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ฯลฯ ถ้าหากมีหน่วยงานจากภายนอกมาศึกษาดูงานนั้น บ้านแม่เตี้ยงก็จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่จะคอยอธิบาย และให้คำปรึกษาให้กับผู้คนในหมู่บ้านและคนที่เข้ามาศึกษาดูงาน ส่วนสมาชิกในชุมชนก็จะช่วยกันปรับปรุงสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านของตนให้น่าอยู่ และสอดคล้องแนวทางการดำเนินงานของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง และดำเนินกิจกรรมตามโครงการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้และปลูกผักในท่อ เป็นต้น ดังนั้นโครงสร้างการทำงานของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนบ้านนาปาบนั้น ประกอบด้วย

  1. นางเตี้ยง สุขขวัญ ประธานศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
  2. คณะกรรมการสภา 49 กรรมการ

จุดเด่นของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

  1. เป็นศูนย์การเรียนรู้ ฯ ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานให้กับผู้ที่สนใจได้
  2. เป็นศูนย์การศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกกลุ่ม ระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด

กระบวนการในการดำเนินการ

1. การรณรงค์ให้ครัวเรือนปลูกผักสวนครัว ซึ่งปกติจะปลูกไว้หลังบ้านเพื่อกินเอง จึงได้รณรงค์ให้หันมาปลูกไว้บริเวณหน้าบ้าน โดยเริ่มจาก 60 บ้านนำร่อง และจะมีคณะกรรมการพิจารณาให้เงินทุนสนับสนุนแก่ครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์ต่อไปครัวเรือนละ 500 บาท

2. การขยายพันธุ์ผัก ซึ่งเมล็ดพันธ์ผักนั้นชาวบ้านในชุมชนจะได้รับการสนับสนุนจากเกษตรจังหวัดและได้ทำการขยายพันธุ์ผักจนสามารถเก็บพันธุ์ผักนั้นไว้ปลูกได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งพันธุ์ผักที่มีอยู่ในชุมชน โดยที่ชาวบ้านในชุมชนไม่ต้องซื้อหานั้นได้แก่ บวบ ผักหวาน ถั่วพู ตำลึง มะเขือ ฟัก บัวบก มะละกอ พริก มะเขือราชินี และไม้ผลอื่นๆ

3. การสร้างรายได้ให้กับกลุ่ม ผลผลิตที่ได้จากการปลูกพืช ผัก ผลไม้ในชุมชนนั้น โดยส่วนใหญ่กลุ่มและชาวบ้านในชุมชนจะซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันกับชาวบ้านในชุมชนกันเอง แต่ถ้าหากมีปริมาณมากชาวบ้านจะนำไปขายในตลาดนัดชุมชนของทุกวันวันจันทร์และวันศุกร์ ซึ่งชาวบ้านในชุมชนนั้นจะไม่ซื้อผักรับประทานจากแหล่งที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เนื่องจากมีความกลัวเกี่ยวกับสารเคมีปนเปื้อนมากับพืช ผักเหล่านั้น

4. กระบวนการปลูกผัก ชาวบ้านในชุมชนจะทำการปลูกผัก หลากหลายชนิดสลับหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี จึงทำให้ชาวบ้านในชุมชนนั้นมีผักรับประทาน นอกจากนี้กระบวนการปลูกผักของกลุ่มและชาวบ้านในชุมชนนั้น จะทำการหมักปุ๋ยชีวภาพด้วยตนเอง ซึ่งผลผลิตที่ได้นั้น จะเป็นผักปลอดสารพิษและเป็นที่ต้องการของตลาด

ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน

1. ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาซ้ำซากของชาวบ้านหมู่ที่ 4 บ้านนาปาบ ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของชุมชนนั้นเป็นที่ราบลุ่ม จึงทำให้เมื่อถึงฤดูฝนจะทำให้เกิดน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรและที่อยู่อาศัย ทำให้ผลผลิตโดยภาพรวมของชุมชนนั้นเสียหาย เช่น พืชผักต่างๆ สัตว์เกิดการล้มตาย เป็นต้น

2. ปัญหาการดำเนินการของกลุ่ม จนปัจจุบันนั้นสมาชิกของกลุ่มศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนั้น ได้แยกตัวออกไปจากกลุ่ม เนื่องจากเมื่อครั้งจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนั้น สมาชิกของกลุ่มนั้นยังไม่มีความสามารถและความรู้ในการปลูกผักมากนัก จึงทำให้สมาชิกในชุมชนนั้นเกิดการรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อสมาชิกมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น สมาชิกก็หันกลับไปพัฒนาบ้านของตนเอง จนปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่า สมาชิกในกลุ่มจะเหลือเพียงท่านเดียว แต่

ผลหลังจากการดำเนินการ

1. ด้านการลดรายจ่าย การจัดทำโครงการผักสวนครัวรั้วเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนนั้นมองเห็นประโยชน์ของพืช ผักพื้นเมืองในชุมชน และเป็นการลดรายจ่ายในการบริโภคสินค้าอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเป็นระเบียบ สวยงามให้กับบ้านและชุมชนอีกด้วย

2. ด้านการเพิ่มรายได้

2.1 ครัวเรือนมีอาชีพเสริม โดยปกติชาวบ้านในชุมชนนั้นจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น การทำนา การทำสวนยาง ก่อสร้าง ค้าขาย รับจ้าง และข้าราชการ แต่หลังจากที่ได้พัฒนาชุมชนเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงก็ทำให้ชาวบ้านในชุมชนได้ทำการรื้อฟื้นองค์ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษ หันมาปลูกผักสวนรั้วเพิ่มกันมากขึ้น นอกจากจะมีผักไว้รับประทานตลอดทั้งปีสลับหมุนเวียนกันไปแล้ว ยังทำให้ชาวบ้านในชุมชนนั้น และสามารถนำผลผลิตที่ได้ไปขาย ทำให้เกิดรายได้แก่ครอบครัว

2.2 รื้อฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวบ้านนาปาบมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สังคมแบบชนบท ดังนั้นการสร้างอาชีพเพื่อเสริมรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่มากนัก ยังคงมีภูมิความรู้ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการสั่งสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผนวกกับสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน มาปรับใช้ซึ่งก็พอเพียงแล้วในระดับหนึ่ง

3. ด้านการประหยัด

3.1 ครัวเรือนมีการออม เห็นชัดจากการที่ครัวเรือนสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มองค์กรการเงินในหมู่บ้านคิดเป็น 100 % ซึ่งได้แก่ สถาบันการเงินออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาปาบ สถาบันกองทุนแม่ของแผ่นดิน และสถาบันการเงินหมู่บ้านนาปาบ

4. ด้านการเรียนรู้

4.1 ชุมชนมีการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้มีการสืบทอดภูมิปัญญาด้านต่าง ๆ ของชุมชนไว้ ทั้งในส่วนของครูภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว และสนับสนุนให้อาสาสมัครได้เข้ารับการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเป็นพิธีกรทางศาสนา

4.2 ครัวเรือนมีการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้คู่ชุมชนบ้านนาปาบ ขึ้น เพื่อรวบรวมข้อมูลของชุมชนด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจพอเพียง จะมีกิจกรรมที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ เช่น กิจกรรมการทำปุ๋ยชีวภาพ, กิจกรรมไร่นาสวนผสมตามโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์ม

5. ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

5.1 ชุมชนใช้วัตถุดิบอย่างยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

5.2 ชุมชนมีการปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น เป็นหมู่บ้านน่าอยู่

ทั้งสองตัวชี้วัดดังกล่าวนี้ ชาวบ้านนาปาบได้ถูกสร้างจิตสำนึกให้รู้รักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เห็นได้ชัดคือจากการทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถ้าหากจะนำมาวิเคราะห์เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับตัวชี้วัดด้านต่าง ๆ แล้ว สามารถครอบคลุมได้ทุกด้านตั้งแต่ตัวชี้วัดที่ 1 จนถึงตัวชี้วัดที่ 6 เลยทีเดียว ส่วนการปลูกไม้ให้ร่มรื่นนั้น มีการปลูกป่าทดแทนตามโครงการปลูกป่าไม้ใช้หนี้ (แผ่นดิน) ตัวชาวบ้านเองยังปลูกไว้บริเวณบ้านหรือที่สาธารณประโยชน์เนื่องในโอกาสวันสำคัญต่าง ๆ อีกด้วย

6. ด้านการเอื้ออารีย์ต่อกัน

6.1 ชุมชนมีการดูแลช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาสและคนประสบปัญหา โดยใช้ผลกำไรจากการประกอบกิจกรรมของกองทุนชุมชนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เช่น 5 % ของผลกำไรจากกองทุนหมู่บ้าน, 5 % ของผลกำไรจากกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต, 30 บาททุกเดือนที่สมาชิกได้ร่วมกันบริจาคเป็นกองทุนกลางสำหรับใช้ในการจัดสวัสดิการให้กับคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการด้านการเกิด – ตาย, สวัสดิการชุดลาดตระเวน, สวัสดิการผู้ด้อยโอกาสทางสังคม,สวัสดิการด้านการศึกษา, สวัสดิการการกีฬาในหมู่บ้าน, สวัสดิการบุคคลพิการ, สวัสดิการสาธารณะประโยชน์ ฯลฯ

6.2 ชุมชน “รู้รัก สามัคคี” ดูได้จากการที่คนในชุมชนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่นปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมขัง ก็จะร่วมกันขุดลอก คูคลอง เพื่อระบายน้ำ ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก , การจัดเตรียมคน / อุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือ, สนับสนุนให้เยาวชนและคนในชุมชนได้ใช้เวลาว่างเพื่อสุขภาพโดยจัดสร้างลานกีฬาประจำหมู่บ้าน, เข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร, ชุด ชรบ. เพื่อคอยสอดส่องดูแลและรักษาความสงบภาย ปลอดภัยในหมู่บ้าน, จัดตั้งทีม อสม. เพื่อดูแลรักษาเกี่ยวกับสุขภาพของคนในชุมชน ฯลฯ

แนวทางการดำเนินการในอนาคต

  1. การพัฒนาศักยภาพของกลุ่ม

- ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มที่เป็นรูปธรรม

- มีแนวทาง/กฏ กติกาในการทำงานร่วมกัน เช่น ประชุมเดือนละครั้ง อย่าปลูกผักชนิดเดียวกัน

- ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับ ผักปลอดสารพิษในชุมชน

- การประชุม/หาแนวทางร่วมกัน เช่น การปลูกผักไม่ให้เหมือนกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปลูกผัก การประชุมกลุ่มเดือนละครั้ง เป็นต้น

Leave a Reply

viagra